หลักการและเหตุผล
ระหว่างปี
พ.ศ. 2540-2543 มูลนิธิดวงแก้วได้จัดทำโครงการ "รอยยิ้มเพื่อพ่อ"
เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ
72 พรรษา โครงการฯ ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี และเกินกว่าเป้าหมายในบางด้าน
มูลนิธิดวงแก้วตั้งใจที่จะสานต่อโครงการ "รอยยิ้มเพื่อพ่อ" เพื่อส่งเสริมให้ทุกฝ่ายร่วมกระทำคุณความดีถวายเป็นพระราชกุศล
แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 75
พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2545 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและดำเนินตามปฏิธาน
ของมูลนิธิฯ ที่ว่า การช่วยเหลือทางร่างกายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ให้พวกเขาเหล่านั้นกลับมามีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างสุขสงบ
จำเป็นต้องช่วยให้เขาอยู่ร่วมในสังคม และช่วยสร้างสรรค์สังคมให้มีความสงบร่มเย็นตามแนวทางพุทธศาสนา
วัตถุประสงค์
1. ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระ
ชนมายุครบ 75 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2545
2. ให้การรักษาเด็กที่พิการจากความผิดปกติทางร่างกายเช่น เพดานโหว่ ปากแหว่ง
เนื้องอกแผลเป็นต่างๆ ทั้งในพื้นที่ชนบทของไทย
3. ช่วยให้เด็กพิการมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น และมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเหมาะสม
4. สร้างเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับเด็กนักเรียนในชนบท ให้สามารถช่วยตัวเอง
หรือมีความพร้อมในการประกอบอาชีพ ตลอดจนเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคม
5. จัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานคร ให้เป็นที่พักที่ปฏิบัติของผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลาย
เป็นที่ประชุมปฏิบัติธรรมสนทนา ศึกษาหาความรู้ร่วมกัน
ระยะเวลาดำเนินการ
: มกราคม 2545 - ธันวาคม 2547 รวม 3 ปี
สถานที่
: พื้นที่ชนบทห่างไกลในทุกภาคของประเทศ
ค่าใช้จ่ายตามโครงการ : ทั้งสิ้นประมาณ 20 ล้านบาท
รายละเอียดโครงการและประมาณการค่าใช้จ่าย
โครงการ "รอยยิ้มเพื่อพ่อ" (2545-2547) ประกอบด้วย
1. โครงการต่อต้านความพิการในชนบท
2. โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์
3. โครงการสถานปฏิบัติธรรม "วัชรธรรมสถาน"
1. โครงการต่อต้านความพิการในชนบท
ในพื้นที่ชนบทห่างไกลมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความผิดปกติของร่างกาย
อาทิ เพดานโหว่ ปากแหว่ง เนื้องอก ปานขนาดใหญ่ หรือเกิดรอยแผลเป็นต่างๆ
จากการศึกษาพบว่า อัตราเด็กเกิดใหม่ 1,000 ราย จะเป็นโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ประมาณ
1- 2 คน (ร้อยละ 0.2) จากการวิจัยทางการแพทย์ ยังไม่มีหนทางป้องกันสาเหตุต่างๆ
ที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ แต่จากสถิติทำให้อนุมานได้ว่า อาจเกิดจากกรรมพันธุ์
และปัจจัยสิ่งแวดล้อม
การรักษาความผิดปกติดังกล่าวรวมทั้งเนื้องอก แผลไฟไหม้ แผลดึงรั้งตลอดจนความผิดปกติบนร่างกายลักษณะอื่นๆ
สามารถทำได้โดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ปัญหาที่พบคือโรงพยาบาลในชนบทไม่มีศัลยแพทย์ประจำ
ประกอบกับปัญหาความยากจน ทำให้ผู้ป่วยไม่มีโอกาสเข้ารับการรักษาผ่าตัด
และการขาดความรู้ความเข้าใจ ทำให้เด็กเหล่านี้ ต้องเผชิญกับความพิการและเป็นปมด้อยในการดำรงชีวิตในสังคม
มูลนิธิฯ ได้กำหนดโครงการดังต่อไปนี้
- ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รักษาผ่าตัดผู้ป่วยในพื้นที่ชนบทห่างไกลเดือนละ
ประมาณ 1 ครั้ง ครั้งละ 2-3 วัน เป้าหมายรักษาผ่าตัดผู้ป่วยจำนวนประมาณ
1,000 คน ค่าใช้จ่ายต่อคนไข้ 1 คน 5,000 บาท
รวม 5,000,000 บาท
- การรักษาต่อเนื่องคนไข้ในสังกัด สำรวจหาผู้ป่วย ช่วยดูแลผู้ป่วยก่อนและ
หลังการผ่าตัด รวมทั้งการส่งผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เหมาะสม
ค่าใช้จ่ายประมาณ 500,000 บาท
- ฝึกการออกเสียงพูด จัดอบรม ครู ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ
วิธีการปฏิบัติช่วยเหลือเด็กพิการ ปีละ 2-3 ครั้ง
ค่าใช้จ่ายประมาณ 500,000 บาท
- อบรม GROUP THERAPY ค่ายเยาวชนเด็กพิการ ฝึกการมีส่วนร่วมในสังคม
โดยเชิญวิทยากรนักจิตวิทยา แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ พระภิกษุ ปีละ 1-2
ครั้ง ครั้งละ 30-50 คน ระยะเวลา 1-2 วัน
ค่าใช้จ่ายประมาณ 500,000 บาท
2. โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์
เด็กนักเรียนในชนบทโดยส่วนใหญ่ ยังขาดโอกาสที่จะได้รับสิ่งจำเป็นพื้นฐานและสิ่งดีๆ
ในชีวิตอีกมากมาย ทั้งที่พวกเขา คือ รากฐานของการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
ถ้าพวกเขาขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ โอกาสที่จะสร้างเสริมศักยภาพแห่งชีวิตให้กับตัวเองให้ดีที่สุดแล้วประเทศไทยก็จะขาดกำลังสำคัญในการพัฒนาสร้างสรรค์ไปอย่างน่าเสียดาย
โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์ มุ่งสร้างความฝันให้กับเด็กนักเรียนในชนบท และช่วยให้ฝันนั้นเป็นจริงพัฒนาเด็กๆ
ทางด้านร่างกาย จิตใจและความรู้ความสามารถต่างๆ โดยประสานพลังทั้งจากภาครัฐ
เอกชน ครู ผู้ปกครอง และตัวนักเรียนเอง ซึ่งมีโครงการย่อยต่างๆ ดังนี้
2.1 โครงการเกษตรอาหารกลางวัน
- ฝึกสอนนักเรียน ปลูกแปลงผักสวนครัวและสวนเกษตร ช่วยเหลือด้านการเงิน
ในการลงทุนแรกเริ่มเมื่อได้ผลผลิตก็จะนำไปจัดสรรเป็นอาหารกลางวัน หรือจัดซื้ออุปกรณ์การศึกษาตามความเหมาะสม
- การดำเนินการจัดแบ่งรายได้ ร้อยละ 60 เป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียน
ร้อยละ 20 จัดเป็นเงินทุนหมุนเวียน ร้อยละ 10 เป็นค่าตอบแทนเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ
ร้อยละ 10 เป็นค่าจัดการโครงการ
- ดำเนินการปีละ 2-3 โครงการ รวมประมาณ 10 โครงการ ค่าใช้จ่ายประมาณ
500,000 บาท
2.2 โครงการฝึกอาชีพ
- จัดวิทยากรทั้งจากส่วนกลางและในท้องถิ่น ฝึกอาชีพให้กับนักเรียน ตาม
ลักษณะสภาพแวดล้อม และความต้องการของท้องถิ่นนั้น เช่นโรงงานอุตสาหกรรมผลผลิตการเกษตร
การเจียระไนพลอย ช่างสาขาต่างๆ ช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในการประกอบอาชีพ
สามารถช่วยเหลือตนเองและครอบครัว ตลอดจนมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อขั้นต่อไป
- ดำเนินการ ปีละ 2-3 โครงการ รวมประมาณ 10 โครงการ ค่าใช้จ่ายประมาณ
500,000 บาท
2.3 โครงการพัฒนาศาสนาและจริยธรรมในโรงเรียน
- นำนักเรียนในโรงเรียนเข้าค่ายอบรมพระพุทธศาสนา ร่วมกับพระสงฆ์ ครู
และผู้ปกครองระยะสั้นๆ ในวันหยุด
- บ่มเพาะจิตใจของนักเรียนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม เข้าใจชีวิตและสังคมมี
ความพอเพียงและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสุขสงบ โดยการจัดเป็นค่ายอบรมจริยธรรมภาคฤดูร้อน
ค่ายอบรมการปฏิบัติธรรม การบวชลูกแก้ว
- ดำเนินการปีละ 2-3 โครงการ รวมประมาณ 10 โครงการ ค่าใช้จ่ายประมาณ
500,000 บาท
หน่วยงานที่จะขอความร่วมมือประสานในโครงการ
- สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ
- กรมสามัญศึกษา
- กรมศาสนา
- มูลนิธิแพทย์อาสาสมัครสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(พอ.สว)
- องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
- บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
- กองบัญชาการทหารสูลสุด
- กองทัพบท
- กองทัพเรือ
โครงการสถานปฏิบัติธรรม
"วัชรธรรมสถาน"
1. อยู่ที่
นครชัยศรี ห้วยพลู 10 ไร่ (แผนที่ และ MASTER PLAN ตามผนวก) รับมอบจากพระเทพวัชรธรรมมาภรณ์
อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ
2. ที่ดินมอบโอนเป็นของมูลนิธิดวงแก้ว
3. การบริหารงาน มูลนิธิดวงแก้วและกรรมการบริหารธรรมสถาน เป็นผู้ดำเนินงาน
4. วัตถุประสงค์ สร้างเป็นสถานปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
5. เป้าหมาย เป็นสถานปฏิบัติธรรมที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร ประชาชนสามารถหาเวลามาปฏิบัติได้ง่ายโดยมีพระสายวัดป่าเป็นผู้คอยเป็นครูสอนอบรม
6. หลักการและเหตุผล
6.1) การที่จะจัดสร้างวัดป่าในเมืองเป็นไปได้ยาก พระที่จะมาอยู่อาศัยก็ไม่สะดวก
มีข้อจำกัดมากหลายเรื่อง
6.2) ถ้าสามารถจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมที่ใกล้ตัวเมืองได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อ
ประชาชนที่สนใจปฏิบัติธรรม สามารถไปได้สะดวก
6.3) พระสายวัดป่าสามารถให้การสั่งสอนอบรม ณ สถานปฏิบัติธรรมได้และไม่
จำเป็นต้องอยู่เป็นระยะเวลานานๆ เช่น 3 วัน 7 วัน เป็นต้น
6.4) ผู้สนใจปฏิบัติธรรมสามารถพักค้างแรม อาศัย ได้ตามต้องการ
6.5) ไม่เป็นวัด หรือ สำนักสงฆ์ จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงการเมื่อเปลี่ยนตัว
เจ้าอาวาส
6.6) โครงการต่างๆ ที่จัดขึ้น อยู่ในความดูแลของคณะสงฆ์ที่ปรึกษา โดยจัดตั้ง
กรรมการบริหารขึ้นประกอบด้วยมูลนิธิดวงแก้ว และผู้ที่สนใจเข้ามาปฏิบัติ
ธรรม ณ สถานปฏิบัติธรรมนี้
6.7) เป็นที่เงียบสงบ ร่มเย็น ให้ความสงบทางจิตใจ เหมาะที่จะมาประพฤติปฏิบัติ
ธรรม (สำหรับสมาชิกที่ผ่านการอบรมแล้ว สามารถพักปฏิบัติธรรมได้เอง
โดยติดต่อมาก่อนล่วงหน้า)
6.8) เป็นแนวทางในการสร้างสถานปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆ ต่อไป
การดำเนินงาน
โครงการ ระยะเวลา 5 ปี 2543-2548
ปี 2543
1. เริ่มดำเนินการปรับปรุงสถานที่ ขุดดิน ทำสระน้ำ ดินที่ถมขึ้นระดับถนน
จัดตาม MASTER PLAN
2. ปลูกป่า
3. จัดสร้างศาลาเอนกประสงค์ชั่วคราว เป็นที่ปฏิบัติธรรม สนทนาธรรม สำหรับสมาชิก
10-30 คน
4. สร้างรั้วคอนกรีตรอบที่
5. สร้างกุฏิ สำหรับพระสงฆ์ 3-5 รูป
6. จัดอบรมระยะสั้น 3-7 วัน ผู้ปฏิบัติธรรม 10-30 คน
ปี 2544
1. จัดสร้างอาคารสำนักงาน
2. ปลูกต้นไม้
3. ทำท่อระบายน้ำ ไฟฟ้า
4. สร้างโรงอาหาร โรงครัวและที่พักผู้ปฏิบัติธรรม
ปี 2545-2548
- จัดอบรมปฏิบัติธรรมบ่อยมากขึ้นตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
- ปรับแต่งอาคารสถานที่ตาม MASTER PLAN ตามความจำเป็นความต้องการของศูนย์
งบประมาณ
มูลนิธิดวงแก้วรับเป็นผู้จัดหา จนกว่าจะจัดตั้งกรรมการบริหารธรรมสถานเรียบร้อยแล้ว
จึงดำเนินการจัดหาทุนต่อไป กำหนดการใช้จ่ายปีละไม่เกิน 10 ล้านบาท งบประมาณทั้งสิ้นไม่เกิน
50 ล้านบาท ตามโครงการรอยยิ้มเพื่อพ่อ ระหว่างปี 2545 ถึง 2547 คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวมทั้งสิ้นจำนวน
20 ล้านบาท